วิธีใช้งาน ติดต่อสอบถาม เงือนไขการใช้งาน Language:(Thai)ไทย  
ฝ่ายบริการลูกค้า
0-2108-5998
Family Center
กิจกรรมและบทความแม่และเด็ก
Nanny & Aupair Center
ค้นหาพี่เลี้ยงเด็ก
Payment
วิธีชำระเงินและแจ้งยืนยัน
สมาชิกเข้าระบบ/Member Login
จำรหัสไว้ลืมรหัสผ่านสมัครสมาชิกใหม่

หน้าแรก
Nanny & Aupair Center
หาพี่เลี้ยงเด็ก
Family center
บทความ-กิจกรรม
แกลอรี่แม่และเด็ก
ภาพเด็กน่ารัก-ลูกดารา
Directory สินค้าแม่และเด็ก
โปรโมชั่นและข้อมูลสินค้า-บริการ
Mom & Kid Shop
สินค้าแนะนำ สินค้ามือสอง
เว็บบอร์ด
รู้จักไทยแนนนี่คลับ
ข้อมูล,บทสัมภาษณ์สมาชิก
                         
บทความแม่และเด็ก ปฐมพบาบาลลูกน้อยอย่างไรให้ถูกวิธี  
ปฐมพบาบาลลูกน้อยอย่างไรให้ถูกวิธี

 
การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุหลายครั้งที่ไม่มีเวลาพอรอหน่วยฉุกเฉิน และหลายครั้งไม่หนักพอจะตามหน่วยฉุกเฉิน การปฐมพยาบาลเด็กจึงเป็นทักษะที่พ่อแม่ต้องเรียนรู้ ฝึกฝนเหมือนทักษะการเลี้ยงลูกด้านอื่นๆ ซึ่งเราจะมาทบทวนความรู้เรื่องนี้กันครับ
 
 
1.หกล้มแผลถลอก ฟกช้ำ : 
แผลถลอก ล้างแผลให้สะอาดโดยใช้น้ำประปาหรือน้ำสะอาด ชะล้างฝุ่นผงออกจากบาดแผลให้หมด ปิดด้วยผ้าสะอาด หรือผ้าทำแผล โดยทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผล
แผลฟกช้ำ ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งใน 24 ชั่วโมงแรก และหลังจากนั้นให้เปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นประคบบ่อยๆ หากมีเลือดออกหลังล้างน้ำให้สะอาดแล้ว ให้ห้ามเลือดโดยใช้ผ้าสะอาดกดแผลไว้อย่างน้อย 5 นาที ก่อนทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผลเช่นกัน
 
2.ของมีคมบาด ทิ่มแทง :
หากเป็นแผลบาด แผลจากของมีคมตัด มีเลือดออกให้กดแผลเพื่อหยุดเลือด เปิดน้ำก๊อกชะล้างแผล โดยเฉพาะถ้าอุปกรณ์ที่บาดไม่สะอาด มีคราบเลอะหรือมีสนิม ชะล้างน้ำมากๆ ให้สะอาด และกลับมากดแผลให้เลือดหยุดกันต่อ ทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อรอบๆ แผล ไม่ทายาบนแผล
ห้ามขันชะเนาะโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นนิ้วหรือแขนทั้งแขนก็ตาม หลังเลือดหยุดปิดแผลด้วยผ้าสะอาด หากแผลอยู่ในตำแหน่งสำคัญ เช่น ใบหน้า ข้อมือ หรือแผลยาวกว่า 2 ซม. หรือแผลลึก ควรส่งแพทย์หลังปฐมพยาบาลเองแล้ว เพราะอาจจะต้องเย็บแผล
ถ้ามีอาการบวมให้ประคบด้วยน้ำเย็นรอบๆ เพื่อลดบวม หลังจากนั้นสังเกตการขยับนิ้วหรือมือของเด็ก หากขยับไม่ได้ ให้ระวังเส้นเอ็นฉีกขาด ควรส่งพบแพทย์เพื่อประเมิน ในกรณีที่มีการฉีกขาดของเส้นเอ็น จำเป็นต้องได้รับการเย็บต่อเส้นเอ็น มิฉะนั้นจะทำให้นิ้วมือไม่สามารถใช้งานได้ดีเหมือนเดิม หากของมีคมทิ่มแทงทะลุ ค้างอยู่ อย่าดึงออกเองครับ ให้ส่งโรงพยาบาลเลย
 
3.บาดแผลจากดอกไม้ไฟ ไหม้ประทัดระเบิดใส่ :
การปฐมพยาบาลที่สำคัญประการแรก คือการดับไฟที่ติดตามเสื้อผ้าก่อน อาจราดด้วยน้ำสะอาดที่หาได้ใกล้มือ หรือให้กลิ้งตัวลงกับพื้นหากลามลุกติดเสื้อผ้ามาก หลังจากนั้นปลดเสื้อผ้าส่วนที่ติดไฟ และรีบชะล้างด้วยน้ำสะอาด ห่อส่วนที่เป็นบาดแผลด้วยผ้าสะอาด
หากไม่ใช่การติดไฟ แต่เป็นแรงระเบิดที่ทำให้เกิดบาดแผลห้อยร่องแร่ง ให้รีบชะล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาด เพื่อลดความร้อนและชะล้างเขม่าดินปืนทั้งหลาย และห่อด้วยผ้าสะอาด ก่อนนำส่งโรงพยาบาล
ถ้าบาดเจ็บที่ลูกตา อาจถึงขนาดมีลูกตาแตก หรือสิ่งแปลกปลอมทะลุเข้าไปในลูกตาได้ ควรปิดตาด้วยผ้าสะอาด ห้ามกดลงบนลูกตา และรีบส่งโรงพยาบาลทันที
 
 
4.สงสัยว่ากระดูกหัก กระดูกเคลื่อน :
หลังการพลัดตก หกล้ม ชนกระแทก หากมีอาการปวดบวมแขน ข้อศอก หัวเข่าหรือเท้า ให้คิดถึงกระดูกหักเคลื่อน คลายเสื้อผ้าบริเวณนั้นออก และเอาเครื่องประดับในบริเวณที่สงสัยว่าอาจมีการบาดเจ็บออกมาก่อน อย่าเคลื่อนไหวกระดูกที่สงสัย ให้ตรึงกระดูก รวมทั้งข้อบนและข้อล่างของกระดูกที่สงสัยไว้ไม่ให้เคลื่อนไหว โดยใช้หนังสือพิมพ์หรือวารสารต่างๆ ผ้าห่ม หมอน หรือท่อนไม้ ดามกระดูกที่สงสัยนั้นไว้แล้วพันด้วยผ้า หากมองเห็นกระดูกโผล่ออกมา อย่าพยายามดันกลับเข้าไป ให้เอาผ้าสะอาดคลุมไว้ก่อน แล้วดามกระดูกก่อนส่งโรงพยาบาล ถ้ากระดูกบิดเบี้ยวอย่าพยายามหมุน ดึง ดัน ให้กระดูกกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่เราคุ้นชิน ห้ามทำโดยเด็ดขาด ให้ดามกระดูกไว้ในท่าที่พบเห็นก่อนส่งโรงพยาบาลต่อไป
 
5.บาดแผลงูพิษ สัตว์มีพิษกัด :
ทำความสะอาดแผล เช็ดให้แห้ง ใช้ผ้ายืด (ที่ใชักับนักกีฬา) พันรัดรอบเหนือแผลก่อน แล้วพันลงทับรอบแผล หลังจากนั้นใช้ไม้ดามรอบแผล เพื่อลดการเคลื่อนไหว เป็นการลดโอกาสการแผ่ซ่านของพิษเข้าสู่กระแสโลหิต และส่งพบแพทย์ต่อไป
ถ้าเป็นไปได้ก็ควรทราบว่าเป็นงูพันธุ์ใด หรือจำลักษณะเด่นๆของมันให้ได้ เพื่อคุณหมอจะได้รักษาหรือจ่ายยาได้ตรงกับการแก้พิษของงูชนิดนั้นๆ หรือถ้าจัดการฆ่างูตัวนั้นได้ ก็นำไปให้คุณหมอได้ดูด้วย (แต่ต้องมั่นใจว่ามันตายสนิทแล้วจริงๆ เพราะเคยมีกรณีที่ตีจนงูแน่นิ่งไปแล้ว จนมีคนชะล่าใจ เอามือไปลูบๆคลำๆ มันเข้า มันก็กลับฟื้นคืนสติ และฉกกัดคนลูบเข้าให้อย่างรวดเร็ว)
 
6.หกล้ม / วิ่งชนกัน / ของหล่นใส่หัว / หัวโนหัวปูด
ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งใน 24 ชั่วโมงแรกและหลังจากนั้นให้ใช้เปลี่ยนเป็นผ้าชุบน้ำอุ่นปะคบบ่อยๆ ต้องสังเกตว่ามีอาการเลือดคั่งในสมองหรือไม่ โดยสังเกตได้จากปวดหัว มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน ง่วงซึม และ การทรงตัวไม่ดี หากมีอาการดังกล่าวให้พาส่งโรงพยาบาล
 
7.เด็กตกจากที่สูง : 
เมื่อตกที่สูงเด็กมักเอาศีรษะลงก่อน เพราะในเด็กศีรษะมีน้ำหนักมาก เมื่อศีรษะเป็นส่วนนำ โอกาสเกิดการบาดเจ็บสมอง เลือดออกในสมอง และกระดูกต้นคอหักก็มีสูง เมื่อมีกระดูกต้นคอหักมักเป็นข้อต่อระดับบนๆ คือข้อต่อที่ 2-3 ส่งผลให้เกิดอัมพาตแขนขาทั้งหมด รวมทั้งไม่สามารถหายใจได้เอง ดังนั้นเมื่อเด็กตกที่สูง หมดสติ ผู้ดูแลเด็กต้องตั้งสติให้ดี อย่าตกใจ อย่ากลัว หากเด็กยังหายใจได้เอง และตกลงบนที่ที่ไม่อันตราย อย่าขยับเขยื้อนเด็ก โทร. 1669 ตาม “หน่วยกู้ชีพ” มาช่วยเหลือ เพราะการขยับเขยื้อนผิดวิธีจะทำให้กระดูกต้นคอที่หักกดลงบนไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาตได้
  หากไม่หมดสติแต่ตกสูงกว่า 3 เมตร (ประมาณตึก 1 ชั้น) และมีบาดเจ็บศีรษะ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกันคือให้นอนราบ โทร. 1669 ตาม “หน่วยกู้ชีพ” มาช่วยเหลือ หน่วยกู้ชีพจะเคลื่อนย้ายเด็กอย่างระมัดระวัง หากจะต้องยกก็จะยกเด็กพร้อมๆ กันทั้งศีรษะ คอ ลำตัว ไม่ให้คดงอ และจะวางบนกระดานแข็ง ใช้หมอนทรายหนุนศีรษะทั้งสองด้าน ไม่ให้ขยับไปมาระหว่างนำส่งโรงพยาบาล
ลองคิดดูว่าถ้าพ่อแม่ตกใจอุ้มแบบที่เราอุ้มกันเป็นประจำคือ มักเอามือหนุนคอและใต้เข่า ศีรษะเด็กมักห้อยลงบนแขน หรือถ้าแย่กว่านั้นพ่อแม่อุ้มเด็กขึ้นมากอดร้องไห้ เขย่าให้ลูกตื่นคืนสติ ยิ่งอันตรายกันเข้าไปใหญ่เลยครับ ดังนั้นต้องตั้งสติให้ดี
ในกรณีที่เด็กตกต่ำกว่า 120 ซม. ตื่น ไม่หมดสติ ลุกขึ้นนั่ง ยืนได้ ร้องไห้เสียงดังดี ไม่มีบาดเจ็บศีรษะรุนแรง คุณพ่อคุณแม่สามารถพยุงพาเดินไปที่รถ พาส่งโรงพยาบาลได้เอง ถ้ามีเลือดออกอย่าลืมหาผ้าสะอาดกดไว้ด้วย หากตกที่ความสูงระหว่าง 120 ซม. ถึง 3 เมตรให้พิจารณาเป็นรายๆ ไป เพราะมีโอกาสทั้งเบาและหนัก ถ้าไม่แน่ใจนอนนิ่งไว้ก่อนและโทร.1669 ให้มารับตัว
ในกรณีที่มีเลือดออกในสมอง อาจไม่มีอาการแต่แรก แต่มักมีอาการภายใน 24 ชั่วโมง หรือมีอาการล่าช้าก็ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ต้องให้เด็กนอนพักและสังเกตอาการ ถ้าเด็กปวดศีรษะ ซึมลง อาเจียน ให้สงสัยไว้ก่อนครับว่าอาจเกิดเลือดออกในสมอง ให้ผู้ดูแลเด็กมารับการตรวจที่โรงพยาบาล
 
8.บาดแผลความร้อนซึ่งเกิดจากไฟ หรือน้ำร้อน :
ชะล้างด้วยน้ำเย็นหรือน้ำธรรมดาทันทีเพื่อลดอุณหภูมิบนเนื้อเยื่อที่ได้รับความร้อน หากมีอาการพุพองไม่ควรเจาะ ทายาต่อต้านแบคทีเรียเพื่อป้องกันการติดเชื้อ และปิดด้วยผ้าสะอาด ส่งพบแพทย์เมื่อมีอาการพุพองมากกว่า 1 ฝ่ามือเด็ก หรือแผลลึก หรือแผลอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญคือใบหน้า มือ อวัยวะเพศ
 
9.กลืนกินสารพิษ :
อย่าพยายามให้เด็กกินอะไรไปล้างพิษหรือเคลือบกระเพาะเพื่อป้องกันสารพิษ รีบโทรปรึกษาศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ที่สายด่วน หมายเลขโทรศัพท์ 1367 ศูนย์พิษวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดบริการให้คำปรึกษาและให้ข้อมูลทุกวันไม่เว้นวันหยุด และตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้เชี่ยวชาญเภสัชพิษวิทยา และมีฐานข้อมูลของสารพิษที่ใช้ทั่วประเทศ พ่อแม่ควรเก็บขวดหรือภาชนะสารพิษนั้นไว้ให้แพทย์ เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการค้นหาข้อมูลและให้ความช่วยเหลือที่ถูกต้อง เพื่อลดอันตรายและความรุนแรงที่เกิดขึ้น
สารพิษหลายตัวห้ามกระตุ้นให้อาเจียน เพราะสารพิษจะกัดกร่อนหลอดอาหาร ลำคอรุนแรงซ้ำไปซ้ำมาได้ เช่น สารพิษที่เป็นกรดหรือด่าง สารเหล่านี้จะเกิดอาการแสบร้อนในปาก ริมฝีปาก เยื่อบุช่องปากแสบร้อนไหม้พอง เจ็บคอ กลืนลำบาก การช่วยเหลือที่ถูกต้องให้รีบพาไปพบแพทย์ ห้ามล้วงคอ ห้ามทำให้อาเจียน การปรึกษาศูนย์พิษก่อนกระทำการใดๆ จะทำให้การปฐมพยาบาลทำได้อย่างเหมาะสม
 
 
10.สำลักสิ่งแปลกปลอมลงหลอดลมจนหน้าเขียว เสียงแหบ :
การช่วยเหลือเบื้องต้นเด็กที่มีการอุดตันทางเดินหายใจเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเวลาที่จะช่วยกู้มิให้สมองตายนั้นมีเพียง 4 นาที ถ้าสิ่งแปลกปลอมสำลักอุดตันหลอดลมแบบสมบูรณ์ไม่มีทางที่อากาศจะเข้าไปได้ ดังนั้นจะไม่มีหน่วยฉุกเฉินใดช่วยได้ทันเวลา ผู้ดูแลเด็กจึงต้องมีความสามารถในการปฏิบัติการขจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลม
เด็กที่สำลักสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในทางเดินหายใจจะเกิดอาการฉับพลันทันที คือมีอาการไอติดๆ กัน ขย้อน หายใจเสียงดัง ต่อมามีอาการเสียงแหบ เขียว และหมดสติ
การช่วยเหลือให้แบ่งแยกออกเป็นเด็กเล็กน้อยกว่า 1 ปี และเด็กที่โตกว่า 1 ปี ในกรณีที่เด็กยังรู้สึกตัวดี หายใจได้ไม่ลำบาก เพียงแต่มีอาการไอ และมีประวัติสงสัยสำลัก ให้พาไปโรงพยาบาล ในเด็กโตพอที่จะพูดกันรู้เรื่องผู้ช่วยเหลือควรพยายามให้เด็กไอแรงๆ บ่อยๆ
ถ้าเด็กมีอาการบ่งบอกถึงการอุดตันทางเดินหายใจ เช่น หายใจดัง หายใจลำบากอึดอัด หรือเขียว ผู้ช่วยเหลือจะต้องพยายามหาทางแก้ไขภาวะทางเดินหายใจอุดตันนี้ ท่าช่วยเหลือที่ใช้ในเด็กอายุน้อยกว่า 1 ปีคือท่าเคาะหลัง 5 ครั้ง สลับกับการกดหน้าอก 5 ครั้ง ท่าที่ใช้สำหรับเด็กอายุมากกว่า 1 ปีคือท่ากดท้องโดยผู้ช่วยเหลือยืนทางด้านหลัง ถ้าเด็กหมดสติก็ต้องเปลี่ยนมาเป็นการเป่าปาก และนวดหัวใจ
หากเป็นเด็กโตอายุมากกว่า 1 ปี ที่ยังรู้สึกตัว จะใช้ท่ากดท้องโดยผู้ช่วยเหลือยืนอยู่ด้านหลังแทน ออกแรงกดท้องในทิศทางที่ให้แรงกดพุ่งเข้าตัวเด็กและเฉียงขึ้น ทำไปเรื่อยๆ จนสิ่งของหลุดออกมา เด็กอาจช่วยไอเพื่อขับสิ่งของออกมาในขณะกดท้องด้วย
ถ้าพบว่าเด็กแน่นิ่ง ตัวซีด หรือเขียวคล้ำ ให้จับเด็กนอนหงาย พยายามปลุกเรียก สังเกตการหายใจโดยดูการเคลื่อนไหวของหน้าอก หน้าท้อง ถ้าเรียกไม่รู้ตัว ลักษณะเหมือนไม่หายใจ ให้กดทรวงอก บริเวณสันอกทันที สลับกับการเป่าปากหรือเป่าจมูก-ปาก (หากเป็นทารก โดยผู้ช่วยประกบปากเข้ากับจมูกและปากทารกในเวลาเดียวกัน) ขณะเดียวกันอีกคนก็รีบตามหน่วยฉุกเฉินหมายเลข 1669 
 
 
11.จมน้ำ
รีบช่วยขึ้นมาจากน้ำ จับนอนราบ ดูว่ารู้สึกตัวหรือหมดสติ หากหมดสติให้จับเด็กนอนหงาย พยายามปลุกเรียก ปลุกให้ตื่นรู้ตัว ถ้าไม่หมดสติหรือปลุกตื่นลืมตา หายใจเองได้ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล หากพบว่าเด็กแน่นิ่ง ตัวซีด หรือเขียวคล้ำ อาจเริ่มมีอาการหายใจลำบากตามมาในภายหลังได้
ถ้าจับเด็กนอนหงาย พยายามปลุกเรียกและสังเกตการหายใจโดยดูการเคลื่อนไหวของหน้าอก หน้าท้อง แล้วพบว่าไม่รู้ตัว ลักษณะเหมือนไม่หายใจ ให้กดทรวงอก บริเวณสันอกทันที 30 ครั้งสลับกับการเป่าปากหรือเป่าจมูก-ปาก 2 ครั้ง (กรณีทารก ผู้ช่วยต้องประกบปากเข้ากับจมูกและปากทารกในเวลาเดียวกัน) ขณะเดียวกันอีกคนก็รีบตามหน่วยฉุกเฉินหมายเลข 1669 
 
ทักษะการปฐามพยาบาลเหล่านี้จำเป็นต้องมีติดตัวไว้ เพราะอุบัติเหตุอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
 
ขอบคุณข้อมูลจาก : rakluke
บอบคุณภาพจาก : Internet
 



Tag: thainannyclub,หาพี่เลี้ยงเด็ก,แม่และเด็ก,บทความแม่และเด็ก,ปฐมพยาบาล,ดูแลลูก
เข้าชม : 154,930 ครั้ง
แนะนำบทความดีๆ โดย พี่เลี้ยงเด็ก www.thainannyclub.com

 

บทความแม่และเด็กแนะนำ
 


บริการของ Thainannyclub
เกี่ยวกับเรา
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับได้ที่
วิธีชำระเงิน
- ศูนย์กลางลงทะเบียนพี่เลี้ยงเด็ก
- ศูนย์กลางค้นหาพี่เลี้ยงเด็ก
- กิจกรรมและบทความแม่และเด็ก
- Directory สินค้าแม่และเด็ก
- Promotion & Mommy Shop
- เว็บบอร์ดแม่และเด็ก
- แกลอรี่แม่และเด็ก
- รู้จักไทยแนนนี่คลับ
- บทสัมภาษณ์จากสือมวลชน
  และลูกค้า
- ข้อตกลงและเงื่อนไขการบริการ
- ร่วมงานกับเรา
- ติดต่อบริษัท
 
 
- สมัครสมาชิกที่ Thainannyclub
- ลืมรหัสผ่าน
 Facebook
 Google+
  Youtube
- วิธีการชำระเงิน
- แจ้งยืนยันการชำระ
เครื่องหมายรับรอง
(3102200171190)


   

บริษัท ทีเอ็นซี เอ็ดดูแคร์ จำกัด (เลขที่ประจำตัวผู้เสียภาษี: 0105557061354)
130/5 ซอยรุ่งเรือง ถนนรัชดาภิเษก-สุทธิสาร แขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม. 10110
Tel: 0-2002-5557 , 08-7708-8666 , 08-5346-9296 Fax: 0-2002-5557 เวลาทำการ: จ-ศ 9.00-18.00 น. เสาร์ 9.00-12.30 น.
ฝ่ายบริการลูกค้า: cs@thainannyclub.comฝ่ายโฆษณา: sale@thainannyclub.com โทร.08-7708-8666