วิธีใช้งาน ติดต่อสอบถาม เงือนไขการใช้งาน Language:(Thai)ไทย  
ฝ่ายบริการลูกค้า
0-2108-5998
Family Center
กิจกรรมและบทความแม่และเด็ก
Nanny & Aupair Center
ค้นหาพี่เลี้ยงเด็ก
Payment
วิธีชำระเงินและแจ้งยืนยัน
สมาชิกเข้าระบบ/Member Login
จำรหัสไว้ลืมรหัสผ่านสมัครสมาชิกใหม่

หน้าแรก
Nanny & Aupair Center
หาพี่เลี้ยงเด็ก
Family center
บทความ-กิจกรรม
แกลอรี่แม่และเด็ก
ภาพเด็กน่ารัก-ลูกดารา
Directory สินค้าแม่และเด็ก
โปรโมชั่นและข้อมูลสินค้า-บริการ
Mom & Kid Shop
สินค้าแนะนำ สินค้ามือสอง
เว็บบอร์ด
รู้จักไทยแนนนี่คลับ
ข้อมูล,บทสัมภาษณ์สมาชิก
                         
บทความแม่และเด็ก การดูแลลูกเมื่อเครียด  
การดูแลลูกเมื่อเครียด

 

http://www.thainannyclub.com/fileupload/content_tem_pic/36_3985_MSN.jpg

 

ผลการทำโพลของ KidsHealth เว็บไซต์ข่าวสารสุขภาพพบว่าเด็กหลายคนจัดการกับความเครียดด้วยวิธีที่เหมาะ สมและไม่เหมาะสม โดยพบว่าแม้เด็กจะไม่พูดเรื่องปัญหาหนักอกที่อยู่ในใจออกมาแต่ก็ยังต้องการ ให้พ่อแม่เข้ามาถามไถ่และช่วยพวกเขาจากปัญหาที่ทำให้เครียด อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับพ่อแม่ที่จะรู้ว่าควรทำอย่างไรเมื่อลูก เกิดความเครียดขึ้นมา ลองทำตามวิธีการเหล่านี้ดูนะค่ะ

 

 

 

 

 

 

http://www.thainannyclub.com/fileupload/content_tem_pic/36_Baby-After-Crying-512X384-427.jpg

 

1.ถามลูก ถ้าพ่อแม่สังเกตเห็นว่าลูกรู้สึกเครียดกังวลในเรื่องใดให้เข้าไปถามเลยค่ะ ถ้าเป็นไปได้อาจจะลองยกตัวอย่างความรู้สึกที่คิดว่าเด็กน่าจะรู้สึกเช่น เดียวกัน เช่น “ยังโกรธเรื่องที่ทะเลาะกับเพื่อนที่สนามเด็กเล่นเมื่อวานหรือเปล่า” ไม่ควรพูดเหมือนกล่าวหาหรือต่อว่าและแสดงความไม่พอใจออกไป เช่น “ไหนว่ามาซิ ตกลงมันเรื่องอะไร โกรธเรื่องอะไรอยู่หา” ควรแค่เปรยๆ เหมือนสนใจและอยากฟังปัญหาของเขา ตอนฟังเข้ใจว่าเขาเครียดเรื่องนั้นจริงๆ แสดงความเป็นห่วงและอยากเข้าใจความรู้สึกของเขาด้วยนะคะ

2.ฟังลูก เมื่อบอก ให้ลูกเล่าเรื่องที่ไม่สบายใจให้ฟังแล้วเราก็ต้องตั้งใจฟังอย่างสงบ ค่ะ ฟังอย่างตั้งใจ, สนใจ, อดทน, เปิดใจให้กว้าง, และแสดงความห่วงใย หลีกเลี่ยงการด่วนตัดสินว่าถูกผิด, ตำหนิ, สอนสั่ง, หรือบอกว่าไม่น่าทำอย่างนั้น น่าจะทำอย่างนี้ ขั้นตอนการฟังมีวัตถุประสงค์แค่ให้ลูกรู้ (และรู้สึก) ว่ามีใครสักคนรับฟังเขา พยายามใช้คำถามง่ายๆ เช่น “เหรอ แล้วเป็นยังไงต่อ” และใช้เวลากับเขาเยอะๆ ค่ะ

3.สรุปความรู้สึกของลูกเป็นประโยคสั้นๆ เช่น อาจจะพูดว่า “หนูคงรู้สึกเซ็งเลยใช่มั้ย”, “ไม่แปลกหรอกที่หนูจะโมโหที่เพื่อนไม่ยอมให้เราเข้าไปเล่นด้วย”, หรือ “ฟังดูไม่ค่อยยุติธรรมเลยนะ” การพูดสรุปความรู้สึกเป็นการแสดงให้ลูกเห็นว่าเราเข้าใจ ตั้งใจฟัง และอยากช่วยเหลือจริงๆ ซึ่งสิ่งนี้จำเป็นมากในช่วงที่เครียดกังวล

4.ให้คำจำกัดความ เด็ก หลายคนไม่รู้ว่าควรใช้คำใดมาอธิบายความรู้สึกของตัวเอง ถ้าเห็นว่าลูกโกรธและหงุดหงิด ลองพูดคำนั้นเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ที่จะสำรวจอารมณ์ตัวเองได้ในอนาคต การสอนให้พูดความรู้สึกออกมาเป็นคำพูดได้จะช่วยให้เขาสื่อสารและรู้เท่าทัน อารมณ์ของตนเอง เด็กที่สามารถพูดความรู้สึกได้ดีมีแนวโน้มที่จะไม่ระเบิดอารมณ์หรือแสดง พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมออกมาเมื่อโกรธจัด

5.ให้ลูกพิจารณาว่าควรทำอย่างไรต่อไป ถ้า ความเครียดมีต้นเหตุชัดเจน ลองคุยกับลูกว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี พยายามกระตุ้นให้เขาคิดหาทางออกสักสองทางโดยเราอาจช่วยคิดด้วยถ้าจำเป็นแต่ ให้ลูกลองพยายามดูก่อนนะคะ การฝึกคิดเช่นนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้เขาได้ในอนาคต ยิ่งถ้าเขามีความคิดดีๆ ให้ชื่นชมและสนับสนุนเต็มที่ อาจลองถามเพื่อให้เขาใช้ความคิด เช่น “แล้วเราจะเริ่มทำอะไรก่อนดีล่ะ แล้วต้องทำยังไงอีกเหรอ”

6.ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ในบางครั้งแค่ได้คุยกัน รับฟัง และเข้าใจความรู้สึก ก็เพียงพอที่จะลดความเครียดกังวลของลูกได้แล้วค่ะ เมื่อความเครียดลดลงแล้วเราต้องเปลี่ยนประเด็นจากเรื่องเครียดๆ เป็นเรื่องอื่นที่ฟังแล้วสบายใจผ่อนคลายมากขึ้น พยายามช่วยลูกคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะรู้สึกดีขึ้น คิดในทางที่ดีมากขึ้น ถึงเวลานี้ต้องคิดไปข้างหน้าและไม่ดึงเอาปัญหาเดิมให้กลับมากวนใจอีกค่ะ

7.จัดการต้นเหตุความเครียด ถ้าเหตุการณ์แบบนี้ทำให้เกิดความเครียดบ่อยๆ ลองหาวิธีที่จะเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์นี้ดูค่ะ เช่น ถ้าหลังเลิกเรียนมีเรียนพิเศษหรือกิจกรรมที่ต้องทำมากเกินไปจนเครียดกังวล เพราะทำการบ้านไม่ทัน เราอาจต้องงดกิจกรรมหลังเลิกเรียนบางอย่างเพื่อให้ลูกมีเวลาพอที่จะทำ การบ้านให้เสร็จ

8.พ่อแม่ยังอยู่เคียงข้างเสมอ ไม่ใช่ทุกครั้งที่ลูกอยากเล่าปัญหาหรือความไม่สบายใจให้ฟังทุกเรื่องค่ะ บางเรื่องก็ไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นแต่อย่างน้อยพ่อแม่ควรบอกให้ลูกรับรู้ว่า เรายังอยู่ใกล้ๆ และพร้อมเสมอที่จะรับฟังเขา เด็กๆ มักไม่อยากให้พ่อแม้ปล่อยเขาไว้คนเดียวแม้ว่าเขาไม่บอกความต้องการออกมาตรงๆ ดังนั้นแค่อยู่ใกล้ๆ ก็เพียงพอแล้ว ไปทำธุระหรือใช้เวลาอยู่ร่วมกันโดยไม่ต้องพูดก็ได้ค่ะ ดังนั้นถ้าเราสังเกตได้ว่าลูกรู้สึกเครียด ดูเงียบเฉยไป หรือรู้สึกไม่ดีจากอะไรสักอย่างแต่เขาไม่อยากพูดออกมา ให้ลองเข้าไปหาและใช้เวลาทำอะไรสักอย่างร่วมกันนะคะ เช่น ไปเดินเล่น, ดูหนัง, หรือทำขนมด้วยกัน

9.อดทน  สำหรับพ่อแม่ แล้ว การเห็นลูกเครียดกังวลหรือไม่มีความสุขเป็นเรื่องที่เจ็บปวดจริงๆ ค่ะแต่บางครั้งเราจะเข้าไปวุ่นวายกับบางปัญหามากนักก็ไม่ได้ ดังนั้นลองอดทนไม่เข้าไปจู้จี้ในทุกเรื่อง แทนที่จะมุ่งประเด็นไปที่ตัวการที่ทำให้เกิดปัญหาให้ลองเปลี่ยนไปมุ่งเป้า ที่วิธีการช่วยลูกดีกว่า ค่อยๆ ทำอย่างช้าๆ และมั่นใจโดยเป้าหมายคือให้เขาเติบโตขึ้นเป็นคนที่แก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองใน อนาคต เด็กที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาได้ควรเข้าใจได้ว่าชีวิตมีทั้งช่วงที่ดี และไม่ดี, ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวเองออกมาเป็นคำพูดได้, สงบจิตสงบใจได้เมื่อถึงเวลา, และลุกขึ้นยืนหยัดแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดอีกครั้ง แม้พ่อแม่จะช่วยแก้ปัญหาให้ลูกไปตลอดชีวิตไม่ได้แต่สอนให้เขารู้จักแก้ปัญหา ได้ค่ะ




Tag: การดูแลลูกน้อย:ลูกน้อยเครียด
เข้าชม : 2,366,250 ครั้ง
แนะนำบทความดีๆ โดย พี่เลี้ยงเด็ก www.thainannyclub.com

 

บทความแม่และเด็กแนะนำ
 


บริการ Thainannyclub
เกี่ยวกับเรา
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเราได้ที่
วิธีการชำระ
- ศูนย์การลงทะเบียนพี่เลี้ยงเด็ก
- ศูนย์กลางค้นหาพี่เลี้ยงเด็ก
- กิจกรรมแม่และเด็ก
- Directory แม่และเด็ก
- Promotion & Mommy Shop
- เว็บบอร์แม่และเด็ก
- Gallery แม่และเด็ก
- รู้จักไทยแนนนี่คลับ
- บทสัมภาษณ์จากสื่อมวลชน และลูกค้า
- ข้อตกลง และเงื่อนไขบริการ
- ร่วมงานกับเรา
- ติดต่อเราไทยแนนนี่
 
 
- สมัครสมาชิกที่ Thainannyclub
- ลืมรหัสผ่าน
 Facebook
 Google+
  Youtube
- วิธีการชำระเงิน
- แจ้งการชำระเงิน
เครื่องหมายรับรอง
(3102200171190)


   

บริษัท ทีเอ็นซี เอ็ดดูแคร์ จำกัด(เลขที่ประจำตัวผู้เสียภาษี: 0105557061354)
130/5 ซอยรุ่งเรือง ถนนรัชดาภิเษก-สุทธิสาร แขวงสามเสนนอก เขตหัวยขวาง กรุงเทพฯ 10310
Tel: 0-2002-5557 , 09-1818-2465 Fax: 0-2002-5557 เวลาทำการ: 9.00-18.00 ส.อา 9.00-12.30 น.
ฝ่ายบริการลูกค้า: cs@thainannyclub.comฝ่ายโฆษณา: sale@thainannyclub.com โทร.08-7708-8666